รักแนวดิ่ง

เมษายน 27, 2010

มีใคร” คนนึง” พยายามบอกความหมาย คำว่ารัก “ของเค้า” ให้เราฟัง

อืม ยังไม่ทันได้เขียนอะไร น้ำตา ก็ไหลอีกหล่ะ

คนเรานี่ก็แปลก คนอื่นอาจจะทิ่มแทงเราให้เจ็บปวดเป็นแผลได้แค่ครั้งสองครั้ง โดนแผลเดิมบ้าง ได้แผลใหม่บ้าง อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า  ใครควรอยู่ใกล้ หรือ ถอยให้ห่าง  แต่คนที่คอยทิ่มแทงแผลซ้ำไม่ใช่ใครเลย ตัวเรานี่เเหละ  ที่คอยตอกย้ำ ซ้ำเติม คิดวนเวียนถึงที่มาของแผลไม่จบสิ้น คิดเมื่อไหร่เจ็บทุกทีที่คิด ปวดทุกทีที่นึกถึง  จำไม่ลืม ฝังเอาไว้ ปวดใจพิลึก เทวดาหน้าไหน ก็ไม่มีมนต์วิเศษอันใดที่มากพอจะต่อกรช่วยได้  แต่คนอื่นที่ว่าเค้าผ่านไปนานแล้ว พร้อมความทรงจำสีจางๆ หรือเลือนลางหลงลืมไปเกือบสิ้นละมั๊ง

 เคยรู้จักความรักอันสั้นไหม (สั้นจริงๆนะ )  ความรักที่ยังไม่ทันได้เริ่มต้นก็จบซะแล้ว ยังไม่ทันได้บอกรัก ยังไม่ทันได้เรียกกันว่าคนรัก ยังไม่ทันได้ขายฝันให้ฟังสักเท่าไหร่  รักอันสั้น ก็ลอยละลิ่วแบบไม่เห็นฝุ่นเลยแหละ

วันนี้จะขอโกธรตัวเอง แต่ไม่กล่าวโทษใครเลย เราเองเรียนมารึก็เยอะ ช่วยเหลือคนอื่นเค้ามาก็มากมาย ขายฝันเล่าความสุขให้คนอื่นหัวเราะไปเรื่อย เเล้วไง เจอเข้าจริงๆ โลกเปลี่ยนสีมันช๊อคกว่าที่คิด 

ตอนนั้น ตัวเราเอง เคยบอกใครคนนึงว่า เฮ้ย คุณนะที่เป็นอยู่ เวลามันจะทำให้คุณดีขึ้น สักวันจะนั่งหัวเราะทีหลัง  เคยเมลล์พูดคุย โทรไปปลอบ บอกเพื่อนๆ ให้โทรไปคุยกับคุณสักหน่อย เพื่อคุณจะได้รู้สึกว่าคุณยังเป็นคนสำคัญของเรานะ  จากหลายๆวัน พ้นเป็นเดือนละมั๊ง คุณก็หาย

แต่วันนี้เรามีเรื่องจะบอก เราไม่เจ๋งสักเท่าไหร่แล้ว  คุณช่วยฟังเราหน่อยแล้วกัน เราไปเรียนรักมา 1 เรื่อง เป็นรักสั้นๆ  เรียนจบแล้ว (ภาคบังคับ) แต่เราไม่มีธงคำตอบมาออกบอกคุณหรอก เพราะเรากำลังหาคำตอบและสรุปผลของมันด้วยตัวของเราเอง  อาการภายนอกประเมินด้วยสายตา ไม่มีอาการเจ็บปวดอันใด ไม่บอกไม่รู้  ดูไม่ออก เพราะถ้าเราเผลอเเสดงมันออกมาถือว่า Competency ในเชิงพฤติกรรมหรือคุณลักษณะส่วนบุคคลเราไม่ผ่าน เติบโตในสายการงานไม่ได้ ฝังมันให้มิดซะเถอะ ส่วนอาการภายในของมันนะเหรอ โคตรเจ็บ ปวดใจที่สุด น้ำตาเหรอก็ทำท่าจะไหลไปเรื่อยๆ   เบื่อ รู้สึกขวางโลกเป็นที่สุด  เเต่ก็พอจะมีธงคำตอบสำหรับข้ออนุมาตราย่อยมาตอบให้นะว่า ” รัก”ไม่ต้องการเวลา ถ้าคุณพลาด คุณหลง คุณรัก เมื่อไหร่ และคุณเกิดรู้สึกตะหงิดๆว่าเป็นรักที่คุณคุ้นเคยหรือตามอยู่ คำตอบคือ คุณแย่แล้ว เพราะคุณจะจำมันไม่ลืม คุณจะทุกข์มหาศาล และคุณต้องดิ้นรนหาทางออกให้ตัวเอง อย่างปวดสมองพร้อมปวดหัวใจทั้งสี่ห้อง  และอาจจะรวมไปถึงตับ ไต ไส้ พุง ด้วย ขอบอก 

มีใครคนนึงสอนเราอีกแหละ เมื่อไหร่มีทุกข์ ก็ให้รู้จักหาสุขในทุกข์ให้เจอ แล้วมันจะดีเอง มันเป็นคำพูดที่ดี  การที่เราอกหัก ทำให้ชีวิตมีสีสันไม่หยอก ได้มีความรู้สึกอยากอยู่คนเดียวจริงๆ ได้มานั่งทบทวน พูดคุย หัวเราะ ร้องไห้กับตัวเองสักพัก ฟังเพลงอกหักได้ลึกซื้งขนาด เฮ่อ มันดีกว่าที่กลัวเอาไว้มาก มันทำให้เรารู้ตัวเองว่า เรายังมีเรื่องโง่เขลาต้องเรียนรู้  เรามันก็พลาดได้ถ้าไม่รู้จักวางแผนดีๆ สำหรับเรื่องนี้

อีกอย่างเรามีเรื่องจะขอโทษ แต่เราว่า คุณคงไม่ต้องการมันแล้วแหละ วันนั้นวันที่คุณบอกเราว่าเสียใจ เรารู้แล้วว่า เราในตอนนี้ กับคุณในตอนนั้น  ไม่ต้องการสิ่งใดๆ ไม่ต้องเมลล์มาด่าเพื่อเอาใจ  ประมาณว่า อย่าโง่น่า , แบบนั้นก็ปล่อยมันไป ,หรือ ชีวิตโสดลั๊นลาจะตาย ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องโทรมาปลอบด้วย  เหตุผลร้อยแปดพันประการที่คุณพูดมาเราไม่เข้าใจ  เราอยากบอกว่า คุณจะมาปรัชญาอะไรกับกูตอนนี้  เหมือนหนังสักเรื่องที่เคยไปดูมา แหม!! ไม่คิดว่าจะได้ใช้  อีกอย่าง ผู้หญิงสวยๆ เค้าไม่ค่อยอกหักกันหรอก จะสู้สวยประปราย สวยปลอดภัยอย่างเราได้ไง วาสนาแค่ไหนที่รับความรู้สึกแบบนี้  ดังนั้นมันสำคัญมากช่วงอารมณ์นี้   มันกำลังตี๊ดส์  คนมันกำลังอิน  ไม่สวยแต่ดีซะขนาดนี้  มันไม่ได้อกหักง่ายๆ นะค่ะ  ดังนั้น  อย่าเพิ่งแทรกเข้ามา  แต่สิ่งที่เราต้องการขอแค่รอยยิ้มด้วยความเป็นใย   พร้อมสายตาของคุณที่กำลังบอกว่าเห็นใจนะ ก็พอกัน

แต่แหม เดี๋ยวจะหาว่าไม่ปราชญ์ เราจะบอกวิธีรักษาอาการรักอันสั้นให้ ถ้าปฏิบัติโดยเคร่งครัด และตระหนักเเท้จริง คุณหายแน่นอน (เราจะทำด้วย)

1.  ต้องรักษาตามอาการไปก่อน ถ้าอาการรักยังอยู่ อย่าหยุดทันที ให้รักต่อไป  คุณกล้าโง่รักคนที่เค้าไม่เคยเหลียวมองคนทั้งชีวิตได้เหรอ มันต้องมีสักวันที่คุณทนมันไม่ไหว  ก็จะหยุดรักได้เอง เห็นด้วยไหม

2. หยุดเม้าท์กับเพื่อนเรื่องรักๆ สักพัก เพราะยิ่งคุณอายุมากเท่าไหร่ แล้วต้องมาพูดถึงความล้มเหลวเกี่ยวกับความรัก คุณจะได้รับคำตอบที่โง่เขลาที่สุด เพราะอย่าปากแข็งน่า คุณเองก็เคยทำข้อสอบชุดนี้ แล้วทำไมยังต้องให้คนอื่นมานั่งบอกธงคำตอบซ้ำ  กับคุณอีกหล่ะ คิดเอาเองเถอะ  เยอะแยะ ธงที่ตอบอาจถูกยึดเป็นบรรทัดฐานและกำหนดให้เป็นข้อควรปฏิบัติต่อไปในบทอนุมาตรา  ”รักอันสิ้น” ก็ได้

3. ผู้หญิง (อายุจะ 30) ควรเรียนรู้การอกหักซะบ้าง เพราะคุณจะได้ถือโอกาสปฏิวัติตัวเองและความสวยในคราวเดียวกัน โอกาสเห็นๆ  เงินทองที่หามาได้ ก็เอามาประโคมเสียคราวนี้ ต้องมีเหตุก่อนใช่ไหมถึงจะใช้กัน ฮ่า ฮา  ( จริงๆ พ่อแม่เราเค้ารู้จักเราที่สุด คงเพราะรู้จะมีวันนี้ วันที่สวยจะลำบาก บวกนิสัยประมาณสูๆ ต้องเจอสักวัน  จริงดิแม่)

4. ยัยอ้อแกกับชั้นโง่พอกัน เอ้า เอาถุงยารักษาอาการอกหัก รักคุดไปดูแล  และขยันอ่านจดหมายน้อยคอยรักที่ส่งไปให้บ่อยๆหล่ะ

….ข้างล่าง … “คำโดนใจ” ที่อ้อส่งให้เราอ่าน เพราะอยากให้เราเข้าใจความรู้สึกวันนั้น …. วันนี้เราอ่านมันได้ชัดเจนกว่าเดิมหล่ะ…

......อย่าไปให้ความสำคัญกับใครบางคน เมื่อคุณเป็นแค่ทางเลือกของเขา....
......สัมพันธภาพจะดีที่สุดเมื่อทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกันอย่างสมดุล ......

......ไม่ต้องสาธยายเกี่ยวกับตัวคุณให้ใครฟังหรอก .......
......เพราะคนที่ชอบคุณ ยังไงเขาก็ชอบ และไม่ต้องการฟังมัน ........
......แต่คนที่เกลียดคุณ ยังไงเขาก็ไม่เชื่อคุณหรอก .......

.....เวลาก็เหมือนสายน้ำ ...
....คุณไม่มีทางสัมผัสน้ำเดียวกันได้สองครั้งหรอก ....
....เพราะมันได้ไหลผ่านไปแล้ว .....
....มีความสุขกับทุกช่วงชีวิตของเราดีกว่า... 

ฝากไว้อีกหน่อยนะอ้อ อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดรักอันสั้น เธอควรเล่นไปตามน้ำ อย่าเรียนรู้ไว้ 
อย่าเข้าใจอะไรง่ายๆ เพราะรักมันจะสั้น สมองทั้งสองซีกเก็บเอาไว้ ถ้ารักไป ประลองปัญญากัน
ไปด้วย ผลลัพธ์มันเป็นรักอันสั้น พอสั้น มันก็เลยดิ่ง ลองดู

ปล. ยัยอ้อแกว่าไหม เวลาคนเรามันอยู่แนวดิ่งเนี๊ย มันดิ่งมหาศาลเลยแหละ งานก็ดิ่ง ผู้คนรอบข้างก็ดิ่ง ดันมาเจอความรัก ที่ทำให้เกิดอาการดิ่งๆ อีก  คงต้องปล่อยให้ดิ่งตามแนว วันนี้เราก็มีประเด็นอยู่แล้วเชียว PJ ก็รู้งานเปิดแต่เพลงนี้ทั้งวัน  ดิ่งขนาด ไปฟังเองหล่ะกันดิ่งมหาศาลเป็นไง    แต่จะว่าไปอารมณ์เริ่มต้นกับตอนท้ายแตกต่างกันลิบลับเลยแหละ  เจอกันเมื่อเราปลอดภัยทั้งคู่ รักมิคลายจ้า

สัญญา – เมษา

เมษายน 17, 2010

สวัสดีปีใหม่เมือง

เข้าเดือนเมษา หนุ่มสาวบ้านนา ชาวรากหญ้าของแท้ ที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาทำงาน ก็มีโอกาสกลับบ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้ง เทศกาลวันสงกรานต์ถือว่าเป็นวันหยุดยาวพอดู

ประเพณีกิจกรรม  เอาที่พอจำได้  หนุ่มๆสาวๆ จะรวมตัวกันทำดอกไม้เพื่อประกวด . รวมตัวกันไปตักน้ำให้เต็มโอ่ง (ทุกบ้าน) เพื่อดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ เริ่มตั้งแต่ท้ายหมู่บ้านยันหัวหมู่บ้าน เหนื่อยแต่สนุกและอิ่มใจบอกไม่ถูก นี่ไงตอนเป็นเด็กหญิง ถึงอยากให้ตัวเองโตเป็นสาวไวๆ จะได้ทำอะไรเถือกนี้ แต่คงโตช้าไป เลยโตไม่ทันยุคสมัย เพราะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมนิยม  รวมถึงการกลายพันธ์ของขนบธรรมเนียมไปหมดแระ

เมื่อประมาณ 10 กว่าปีปลายๆ ตอนนั้นยังเป็นเด็กหญิง ที่ยังไม่ประสาอะไร จำได้ว่า พอใกล้ถึงวันสงกรานต์ จะนับวันรอ รอคนกรุงเทพฯ ที่สัญญาว่าจะกลับมา  ซึ่งครอบครัวของเราเองออกจะแปลกนึดหน่อย ตรงที่พ่อแม่ เป็นตัวเเทนออกไปแสวงหาเงินทองที่กรุงเทพฯ  เพราะเค้าร่ำลือว่าที่นั่น มีทุกอย่าง ว่าเข้าไปนั่น เราจึงเป็นเด็กน้อยที่บ้านเหนือ บ้านใต้ก็จำได้ว่า เนี๊ยคนเนี๊ยแหละที่พ่อแม่ไปกรุงเทพฯ (ลับหลังก็ลูกไม่มีพ่อมีแม่ไง)  ดีหน่อยตอนนั้นยังมีพี่ชายอยู่ด้วย(ที่โรงเรียนคิดว่ามันเป็นน้อง ) เพราะต้องดูแลสารพัด เล่นแต่บอล เตะแต่ตระกร้อ คงอ่านหนังสือออกหรอก ครูสั่งไรมัน ไม่เคยได้ พอครูถามตอบไม่ได้มันก็เอาความเงียบเข้าต่อสู้  จนครูต้องเดินมาที่ห้องเรียนเราวันละหลายรอบ (ชั้นเรียนติดกันตลอด) ดูมันสิ  เชื่อไหมสมัยเรียนประถมใครสอบตกเนี๊ยร่ำลือไปถึงวงศ์ตระกูล แล้วมันก็ทำได้ มันสอบตก จำได้ทั้งโรงเรียนมีเพียง 2 คน เท่านั้นที่ทำได้ ก็ไอ้คนที่เตะฟุตบอลคู่กันกับมันนั่นแหละ  ครูก็เรียกเราไปบอกให้เราช่วยสั่งสอนมันหน่อย(ครูก็รู้ว่าสองพี่น้องไม่ได้อยู่กับพ่อแม่) อย่าปล่อยให้เล่นมาก ดูเราสิหัดเป็นแม่ของพี่ชายตั้งแต่อยู่ ป. 3  แระ  แต่สักพักพอพี่ชายจบประถม 6 แล้วมันก็โบยบินแบบไม่เห็นฝุ่น ฝันไปเถอะมันคงจะเรียนต่อ  พ่อกับแม่ก็มารับไปอยู่ด้วย ทีนี้แหละ ตัวคนเดียวของจริง ตอนนั้น เรารอพ่อ แม่ รอด้วยความรู้สึกหลายอย่าง  รอเพราะคิดถึงอยากเจอหน้า อยากกอด อยากอยู่ใกล้ ๆ เรียกว่าวันที่เค้าเดินทางกลับบ้าน   เรานั่งไม่ติดคอยมองถนนตลอด นั่นใช่รถของพ่อ ไหม?  กลัวเกิดเรื่องไม่ดีสาระพัด  ผู้ใหญ่เนี๊ยเค้าจะรู้ไหมหนอ จะนึกห่วงความรู้สึกบ้างหรือเปล่า ว่าเค้าสร้างความกังวล ความกดดันให้เด็กน้อยอย่างเรา จนทุกวันเลยติดนิสัยแคร์คนอื่นเค้าไปทั่ว  กังวลมันได้ทุกสิ่งอย่างสิน่า

การที่ทุกคนไปทำงานที่กรุงเทพฯ หมด พ่อ แม่ พี่ชาย ทำให้เราต้องอยู่กับคนอื่น ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ยาย กับ น้าสาว ทำให้เราต้องหัดช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่ตัวเล็กๆ ซักผ้าเอง หัดช่วยงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ทุกอย่าง (ถูกสอนตลอดว่าอยู่กับคนอื่นห้ามนิ่งดูดาย)   ตอนนั้น คงเป็นสัญชาตญาณของการอยู่รอด เลยอยู่กับคนอื่นแบบพยายามเข้าใจและไม่อยากเข้าใจจนโต  จะไม่บอกว่าตัวเองใช้วิธีใด (เพราะไม่รู้) ถึงเอาตัวรอดมาได้ถึงวันนี้ แต่จะขอถามและบอกความรู้สึกที่ถูกทิ้งมาตลอดว่ารู้สึกอย่างไร ? แต่ทุกช่วง มันก็มีข้อดีเสมอแหละ แอบคิดเข้าข้างตัวเอง

ครอบครัวที่เคารพ   ตอนที่ทุกคนทิ้งเราไป เพื่อไปหาตังค์มาให้เรากินขนม มันก็ดีอยู่หรอกที่เรามีเงินใช้มากกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน แต่มันน่ากลัวรู้ไหม เวลานอนตอนกลางคืน บ้านนอกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันมืด  ตอนนี้ก็ยังมืด (โตขึ้นเราเลยกลัวความมืดรู้ไหม)  มันเงียบจับใจ (เราเลยเป็นคนใจเสาะ)เราไม่ชอบบรรยาศกลางคืน ทั้งที่อากาศมันดีกว่าตอนกลางวันเป็นไหนๆ  แต่อย่างว่า ศักยภาพที่เราได้รับจากการอยู่คนเดียวคือ  ทุกวันนี้เราก็อยู่คนเดียวได้ โดยไม่ต้องมีใคร ?   แต่เอ๊ะ น่าจะมีน้องเหงาแหละที่คอยอยู่ด้วยอย่างเงียบๆ หรือไง

ครอบครัวที่เคารพ  เราไม่ใช่คนเก่งแบบที่คุณเข้าใจ เห็นเรายิ้มแต่เราเหงาสุดสุด  เราร้องไห้บ่อยๆ บอกใครก็ไม่ได้  เราพูดกับตัวเองบ่อยเกินไป จนคนอื่นจะคิดว่าเราบ้าหรือป่าว  เราก็อยากมีพ่อแม่เหมือนเด็กคนอื่น วันไหนฝนตก พ่อแม่ของเด็กอื่นๆ จะขับรถไปส่งที่โรงเรียน แล้วเราหล่ะ เราต้องไปเอง ระยะทางตั้ง กิโลครึ่งแน่ะ ไกลมากสำหรับเด็ก เราก็ไม่รู้ทำไมเราต้องทน ต้องทำมัน ต้องยอมรับมัน แต่ยายคอยปลอบว่า เรามันเก่งอยู่แล้ว จริงเหรอค่ะยาย  แต่ก็ไม่แน่นะยายอาจจะพูดจริง เพราะเราเป็นเด็กที่แข็งแรง เล่นกีฬาได้หลายประเภท เป็นตัวเเทนของโรงเรียนตลอด (ก็เดินออกบ่อย ไม่เเข็ง ไม่แรงได้ไง ใช่ไหมค่ะยาย)

ครอบครัวที่เคารพ  ทำไมวันแม่ เราไม่เคยได้ไหว้แม่จริงๆ (ทั้งที่สัญญาแล้วว่าจะมา) เหมือนเด็กคนอื่น เลยอ่ะ เราได้ไหว้แต่คุณครูทุกปี  แต่มีคนบอกว่าเราโชคดี เพราะคุณครูเอ็นดูเราเป็นพิเศษ ขนาดว่าเคยมีครูท่านนึงไปขอเรากับยายว่า จะขอเด็กคนนี้ไปเลี้ยงเอง (ทุกวันนี้ยังไม่เคยกลับไปไหว้คุณครูท่านที่ว่าสักครั้ง) เฮ่อ  ก็ยังดี ที่ยังมีคนอยากได้เน๊อะ แต่รู้ไหมมันก็มีข้อดีนะ  เพราะเรามีเซอร์ไพร์สตลอด ได้เดาเล่นๆ ทุกๆปีว่าปีนี้ครูท่านใดจะมาเป็นแม่ให้เรา เจ๋งใช่ไหมหล่ะ แม่เราทั้งนั้นแหละที่โรงเรียน เด็กเส้นของจริง

ครอบครัวที่เคารพ เอาเข้าจริงๆ วันนั้น วันที่เรามีเงินทองมากๆ มีมากพอให้คนอื่นเค้าหยิบยืม ทำไมทุกท่านไม่ถามสักคำว่า เราอยากไปอยู่ด้วยไหม ทำไมส่งเราไปอยู่ที่อื่น (ไหนสัญญาว่าถ้ามีเงินมากพอแล้ว จะเอาเราไปอยู่ด้วย โกหก)  ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คุณลุง ณ เชียงใหม่บรรยาศนะเหรอแตกต่างจากเชียงรายลิบลับ กฏระเบียบเพียบ กิน นอนเป็นเวลา หนักกว่านั้น ทั้งลุงและป้า เป็นคุณครู แม่เจ้า!! ไหนจะต้องเรียนแข่งกับลูกชายลุงกะป้าอีก เค้ามันเด็กมงฟอร์ดนะ เราจะเก่งเท่าเค้าได้อย่างไรฮึ!! ทุกวันต้องอ่านหนังสือแข่งกัน อยู่ๆ วันนึงขณะกินข้าว ลุงดันถามเราว่า IMF ย่อมาจากอะไร (ตอนนั้นเรื่องนี้กำลังดัง)  ตอบไม่ได้ตามฟอร์ม  แต่เด็กมงฟอร์ดดิมันร่ายยาว(เหมือนซ้อมมายังไงยังงั้น) อายมันสิค่ะ แต่เชียงใหม่ ก็สร้างเราเป็นอีกคนนึงที่ยังเหงา แต่เริ่มเข้าใจอะไรหลายๆอย่าง เพราะที่เชียงใหม่มีเด็กแบบเราเยอะเลย (เด็กที่โตมากับคนอื่นอะไรประมาณเนี๊ย) เเปลกใจจัง ยิ่งบ้านเมืองเจริญ ความผูกพันในครัวครอบกลับลดความสำคัญลง ต่างคนต่างโต ต่างคนต่างอยู่  ก็เป็นอีกสังคมนึงให้ได้เรียนรู้ เพราะเด็กวัยนี้จะไว้ใจและคุยกับเพื่อนมากกว่าครอบครัว ดังนั้น ความคิดของพวกเขาๆ เราๆ จะดังเข้าหูกันและกันเป็นระยะ เฮ่อ สังคมมันเปลี่ยนไปโขหละ น่าเสียดายจริงๆ

ครอบครัวที่เคารพ  รังเกียจเราหรือไงกัน  เพราะพอเรียนจบที่เชียงใหม่ เรารึก็รีบเก็บเสื้อผ้า โดยไม่ถามความเห็นผู้ใด ว่าเราจะเข้ากรุงฯละเน่อ ลุงผู้พยายามสร้างหลานสาวได้แต่มอง ก็เล่นเก็บเสื้อผ้าขึ้นรถ (ตอนนั้นเด็กมงฟอร์ดเค้าสอบติด จปร.พอดี ลุงก็เลยต้องมาส่งตัวที่กรุงเทพ.) ขอบคุณอานิสงค์ในครั้งนั้นนะ..เด็กมงฟอร์ด แต่พอเรามาอยู่ได้แค่ 4 ปี พ่อผู้ไม่มีไอเดีย ว่าจะกลับไปอยู่บ้านเลย  ดันอยากจะกลับไปสร้างรังอีกครั้งที่เชียงราย ..โดยให้เหตุผลที่ชัดเจนกับเราว่า  เราเองก็เรียนจบแล้ว ครอบครัวก็ไม่มีอะไรต้องห่วง แต่ที่ห่วงก็พี่ชาย  เพราะมันไม่ได้เรียนเหมือนเรา ไงก็ฝากด้วย ฮ่า จ๊ะ สัญญาว่าจะดูแลถ้าไหว ไม่อยากจะเชื่อ เราค่ะ  ที่ต้องเป็นเด็กมีปัญหา ไม่ใช่พี่ชายที่ได้อยู่กะพ่อกับแม่มาตลอด นี่ถ้ามันชั่วขึ้นมา เราเองละมั๊งที่ไม่ทันได้ดูแลมันให้ดีพอ ฮึ (แล้วมันก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สร้างเรื่องได้ตลอด) รึมันกลัวเราจะเหงากลัวชีวิตจะขาดรดชาด  (แอบคิด) ได้โปรดหยุดซะบ้างเถ๊อะพี่ชายสุดที่เลิฟ เราไม่ไหวจะเคลียร์แล้ว ขอร้อง

สุดท้าย จะเพราะอะไรก็แล้วแต่ ที่สร้างเราให้เป็นผู้เป็นคนจะอี้  ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่อยากเป็น ไม่อยากมีวิธีคิดแบบนี้ ไม่อยากแอบพูดกับตัวเองบ่อยๆ จนเกินไป  แต่ก็อยากขอบคุณครอบครัวจริงๆ ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้จะขอบคุณครอบครัวเรื่องอะไร  วันนี้ ในฐานะตำแหน่ง ผู้เหมาะสมสุดว่างั้น   (หลังจากที่พ่อมอบให้โดยไม่ระบุในพินัยกรรม แต่รับไว้ในฐานะทายาทโดยธรรม) จะขอบอกให้ทุกคนในครอบครัวได้สบายใจและรับรู้ทั่วกัน  เราจะไม่ขอสัญญาใดๆ ว่าครอบครัว จะสุขสบาย โดยไม่ต้องทำมาหากินใดๆ เลย ไม่ได้ เราจะไม่ให้อะไรในสิ่งที่ทุกคนเรียกร้องโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ ใครในครอบครัวจะคัดค้านประท้วงเรื่องใดๆ ก็ให้ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในกฏที่ครอบครัวตกลงกันสร้างมา หรือถ้าครอบครัวท่านใดไม่พอใจในการบริหารจัดการ จะขอแยกย้ายไปสร้างสิ่งใหม่ๆที่ครอบครัวต้องการก็ได้ แต่ห้ามย้อนกลับกับมาเรียกร้องสิ่งใดๆ  แต่มีสิ่งหนึ่ง ที่เราจะขอสัญญา คือทุกเทศกาลใดๆ ที่พ่อเคยทำ เคยกลับ  เราจะกลับบ้าน ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องโทรมาทวง เราจะกลับไปให้ทุกคนได้เห็นหน้าเหมือนครั้งที่ครอบครัวเคยมีพ่อยังงัยยังไงเลย มาคิดดูอีกที ตลกดีไม่หยอก แต่ก่อนหนีเราหมด จับอาการได้อีกที ก็เห็นใครๆ รุมรัก รุมเอาใจไงบอกไม่ถูก  เราเองก็ไม่รู้ว่าเราเริ่มสำคัญกับครอบครัวตั้งแต่ตอนไหน ก็ตอนเป็นเด็กทิ้งกันจัง  รึเค้าต้องการแค่กรรมการก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ช่างเถอะ

เอาหล่ะ ไงเชื่อเราหรือยังครอบครัวจ๋า สัญญาปีเเรกของการทำหน้าที่แทนพ่อ  สงกรานต์ที่เพิ่งจะผ่านไป เราก็ไปถึงบ้าน ออกจะสายไปหน่อย แต่ก็ไปถึงจนได้ พร้อมรอยยิ้มที่สดใส ถ้าแม่ พี่ชาย คือสัญญาที่เราต้องดูแล ใช่หรือไม่คะครอบครัว  ถ้าใช่ แล้วใคร? จะดูแลเราหละ หรือคำตอบก็เหมือนเดิม เราตามเคย แอบคิดเเหมือนกัน  ว่าพระเจ้าจะพิสูจน์เราไปถึงไหน หรือจนกว่าจะถึงวันนั้น 

ปล.ฝากเพลงประจำตระกูลให้ฟังด้วย เพราะเวลาลุง (พี่ชายคนโตของบ้าน) เมาทีไร แกก็ร้องแต่เพลงนี้ แล้วก็ร้องไห้ (แกคงคิดถึงอดีตมั๊ง)  พลอยทำให้พี่น้องตาแดงๆ กันเป็นแถว ยายจ๋ายาย ( ตอนนี้ยายจำใครไม่ได้หล่ะ ) เพลงนี้ ปีหน้ายายต้องสัญญานะ ว่าจะรอฟังลูกหลานร้องให้ฟังอีกนะยายจ๋า

ลูกพ่อ

เมษายน 10, 2010

รู้สึกแปลกไม่น้อย ที่ตัวเองต้องมาลองทำอะรัย สักอย่าง ทั้งที่ไม่มีความรู้หรือถนัดเกี่ยวกับเรื่องที่กำลังทำ  สักนิดเดียว นั่นก็คือ การพยายามเขียนเรื่องดีๆ หรือไม่ดี สักเรื่อง  เพราะมีคนแสนดีคนหนึ่งบอกว่า  การเขียนหรืองานเขียน มันทำให้เราได้พักได้มีโอกาสอยู่กับตัวเอง พูดคุยกับตัวเอง หรือทบทวนตัวตนเราเองบ้างก็ดี….ในเมื่อมีคนหาเวทีให้แล้ว ก็จะขอใช้โอกาสนี้  สักครั้ง!!!

วันนี้ จะขอทบทวนตัวเองในช่วงเวลา 1 ปี ที่ผ่านมา รู้สึกว่าตัวเรานี้ โตขึ้นมากกว่าทุกๆ ปี  แน่นอนสิ ก็เธอแก่ขึ้นงัย  นั่นมันก็ใช่  แต่ที่อยากจะบอก คือ รู้สึกว่าเป็นปี ที่ได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไร มากมายกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา พูดง่ายๆ ก็เหมือน เป็นปีที่เรียนแล้วมีคะเเนนเก็บจากการสอบมากที่สุด ในหลายๆปี ที่เคยเรียนมา  อะรัยประมาณนั้น

1 ปี ที่ผ่านมาอะไรบ้างหละ ที่โตขึ้น

ครอบครัว     เปล่าเลย ปีนี้ ครอบครัวเราเล็กลง เพราะพ่อ ที่รักที่สุด ไม่อาจอยู่กับเราได้ต่อไป พ่อตายโดยสงบที่สุด ไม่เดือดร้อนใคร ทรมานนะหรือไม่แน่ใจ (พ่อติดค้างอยู่ พ่อบอกว่าจะกลับมาบอก)  เคยคิดเมื่อครั้งเป็นเด็กน้อยว่า ถ้าพ่อหรือแม่ตาย เราคงจะต้องตายตามแน่ๆ เราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเค้า  โตมาสักหน่อย ก็มีผู้รู้บางคนบอกว่า เรื่องนี้ไม่มีใครหนีพ้น!!!    ให้เตรียมจิตเตรียมใจไว้ให้มั่น รอวันนั้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ สำหรับตัวข้าพเจ้าเอง จริงที่สุดคือ ชีวิตนี้รักและห่วงความรู้สึกของพ่อมหาศาล   พ่อที่เห็น คือ

พ่อเป็นคนขยันที่สุดในโลก       เพราะพ่อจะคิดโน้นทำนี่ตลอด มีทั้งที่เราเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เราโต้เเย้งกันบ่อย..แต่ทุกครั้งลูกเองต้องเป็นฝ่ายยอมเพราะห่วงความรู้สึกใดๆ ก็แล้วแต่ ที่จะทำให้พ่อคิดหนักหรือมีความสุขน้อยลง  แต่ถ้าเป็นคนอื่น พ่อก็รู้ ลูกพ่อยอมซะที่ไหน

พ่อเกิดมาเพื่อทำงาน                  แต่พ่อรู้ไหม ลูกแปลกใจทำไม พ่อไม่พักและรู้จักหาความสุขให้ตัวเองซะบ้าง ลูกไม่ได้รู้สึกภูมิใจหนักหนาหรอก ที่มีคนบอกว่า  พ่อนู๋โค-ตะ-ระ ขยัน  แล้วไงคะพ่อ พ่อได้อะไรไปบ้าง

พ่อเป็นคนดื้อที่สุดรู้ไหม            พ่อรู้ไหม ลูกแอบน้อยใจนะ ที่ทำไมลูกรักพ่อแทบตาย ห่วงสารพัด แต่พ่อไม่เคยรักษาตัวเอง เพื่อจะได้อยู่กับลูกให้นานขึ้นอีกสักหน่อย

พ่อลิ้นชักของพ่อไม่มีกุญแจใช่ไหม  เพราะตอนพ่อเสียใจ  หรือตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ครั้งนั้น ทำไมพ่อเงียบ พ่อคิดจะบอกลูกบ้างไหม พ่อเจ็บใช่ม๊า  พ่อหมดกำลังใจใช่ป่าว  ลูกอยากบอกพ่อว่า พ่อไม่ต้องเก่งเสมอ พ่อไม่ต้องทำถูกทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องนี้  มันเป็นฝันร้ายของลูกเลยรู้ไหม อาการป่วยของพ่องัย พ่อรู้ไหมไม่มีอะไรทุกข์ไปกว่า รู้ว่าพ่อตัวเองกำลังจะตาย ลูกจะต้องทำยังงัย จะช่วยพ่อยังงัย จะยื้อชีวิตพ่อให้อยู่ด้วยนานๆ  ได้ยังงัย ทุกครั้งที่เสียโทรศัพท์ดัง พ่อรู้ไหม ลูกกลัว กลัว ว่า เค้าจะบอกสิ่งที่ลูกกลัว  พ่อรู้ไม๊  สิ่งที่ลูกรู้มันทำให้ชีวิตของลูกไม่อยากทำอะไรเลย !!! แต่สิ่งที่ลูกทำได้ คือ ปลอบพ่อว่า พ่อไม่เป็นไรหรอก  เดี๋ยวก็หาย  พ่อค่ะ  ลูกแสดงได้เเนบเนียนหรือเปล่า หรือพ่อรู้ พ่อก็กลัว พ่อเลยเลือกที่จะไม่อยู่กับเราต่อไป ไม่ยอมรักษา แต่ยอมทิ้งเวลาที่มีทั้งหมดนั้น ทำในสิ่งที่พ่ออยากจะทำเท่านั้นใช่ไหม  แล้วก็จากลูกไปแบบเงียบๆ เงียบจน ใจลูกหายเลยค่ะพ่อ

พ่อรักแม่ที่สุด                พ่อ พ่อรักแม่มากเลยใช่ไหม ลูกไม่เห็นว่าเค้าจะน่ารักสักเท่าไหร่ ก่อกวนอารมณ์เป็นที่สุด แต่พ่อก็ยอมตลอด เพราะรักมากเกินไป แม่เลยไม่มีภูมิต้านทานรู้ไม๊  ถ้าเปรียบแม่เป็นกระต่าย กระต่ายตัวนี้ โคตรตื่นตูม แต่อย่างว่าแหละ พ่อจะหาผู้หญิงที่อดทนขนาดนี้ได้จากที่ไหน …แม่เป็นนักอดทนตัวยง ที่อดทนอยู่กับพ่อไง พ่อเก่งทุกอย่าง แม่เลยไม่เป็นตัวของตัวเอง   แม่ไม่เคยโต้แย้งหรือต่อรองจริงๆจัง กับพ่อได้ แค่จะพาพ่อไปหาหมอ แม่ยังให้ลูกหาวิธีต่างๆ นาๆ พ่อไม่กินยา แม่ก็โทรมาฟ้อง จริงๆ แล้ว พ่อรักแม่หรือเปล่า ถ้ารักจริง อย่างน้อย ๆ พ่อก็น่าจะนึกถึงแม่บ้างว่า ถ้าไม่มีพ่อ ผู้หญิงที่พ่อรักจะอยู่ได้ไหม  ก็แค่กินยาตามหมอสั่งเองค่ะพ่อ

นั่นคงเป็นเพียงบางส่วนที่พ่อเป็น แต่การไปของพ่อ ทำให้ลูกโตขึ้นเยอะ  เพราะคงไม่มีบททดสอบชุดไหนที่ท้าท้ายและลงโทษคนสอบตก ด้วยน้ำตาที่ไหลไม่หยุดสักทีที่คิดถึง แต่พ่อค่ะ  ใดๆ ในโลกนี้ ลูกว่าไม่มีอะไรน่ากลัว(ยกเว้นผี) อีกต่อไป !!!  ลูกคงไม่เศร้าไปกว่านี้ ไม่ทุกข์ไปกว่านี้ และคงไม่รักใครไปกว่านี้…….หลับให้สบายที่สุด (ลูกคิดว่าโลกที่พ่อไปคงไม่เลวร้ายอะรัยหนักหนา เหงาก็ไปหาปู่ นะพ่อ มันอาจดีกว่าโลกที่พ่อจากไป แต่ลูกสิยังต้องทนร่วมหัวจมท้ายกับมันต่อไป )….. ลูกรักพ่อค่ะ

ปล. ขอบคุณ คนเเสนดีคนหนึ่งมากมาย  ที่หาพื้นที่ให้เด็กน้อย ได้มีโอกาสเขียนถึงพ่อ


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.